1--24PBDQyCdpp5JNY4v4urQ

ประเทศไทยกำลังอยู่ภาวะสงคราม และผมตั้งใจใช้คำนี้เพื่อให้ทุกท่านตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดเพิ่มอีกในอนาคตหากเราไม่จัดการอะไร

สงครามครั้งนี้มาในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่การใช้กำลังรบราฆ่าฟันเหมือนในอดีตอีกต่อไปแต่มาในรูปแบบของธุรกิจที่จะเข้ามายึดครองประเทศไทยหากเรายังไม่ทันตั้งตัว ท่านทราบหรือไม่ว่าหลายธุรกิจสำคัญในประเทศไทยขณะนี้ถูกยึดครองโดยธุรกิจต่างชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่น

  • ธุรกิจ e-Commerce ถูกยึดครองโดย Lazada (จีน/เยอรมัน)
  • ธุรกิจเรียก Transportation (Taxi Booking) ถูกยึดครองโดย Uber / Grab (อเมริกา/มาเลเซีย)
  • ธุรกิจสื่อโฆษณาออนไลน์ผ่าน ถูกยึดครองโดย Facebook, Google, Youtube (อเมริกา)

ซึ่งทุกธุรกิจที่กล่าวมาข้างต้นเข้าสู่ตลาดประเทศไทยด้วยเม็ดเงินลงทุนมหาศาล พร้อมด้วย know-how ในการสร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแล้วจากต่างประเทศ บางธุรกิจยอมขายขาดทุนเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าและกินส่วนแบ่งตลาดให้เร็วที่สุด หมดสิทธิที่ผู้ประกอบการไทยจะแข่งขันได้

แล้วประเทศไทยเราจะทำอะไรได้บ้าง? นั่นเป็นคำถามที่ทุกคนต้องช่วยกันตอบ โดยสำหรับผมขออนุญาตเสนอชุดความคิดดังต่อไปนี้

1. ปกป้องฐานที่มั่น หยุดเลือดที่ไหลไม่หยุดด้วยมาตรการณ์ Financial Fair Play

1-ky6drI-00MBn4iquVRbsTg

ก่อนอื่นเราควร “หยุดความเสียหายด้วยการออกมาตรการณ์ Financial Fair Play” ลองจินตนาการว่าท่านเป็นผู้ประกอบการแล้วอยู่มาวันหนึ่งมีคู่แข่งเข้ามาแข่งขันในตลาดเดียวกัน แล้วขายต่ำกว่าราคาต้นทุน (Dumping) ทุ่มงบโฆษณาอย่างหนัก กินส่วนแบ่งตลาดไปมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านจะต่อสู้ในธุรกิจนี้อย่างไร

ประเด็นนี้ค่อนข้างอ่อนไหว เพราะจะมีขั้วความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายทันที ฝ่ายแรกจะมีแนวคิดที่ว่า ก็นี่มันโลกทุนนิยม คนที่มีเงินมากย่อมได้เปรียบ คนที่อ่อนแอไม่มีเงินทุนก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ไป ผู้บริโภคได้ประโยชน์สูงสุดจากสินค้าราคาถูก

กับอีกฝ่ายหนึ่งที่มีแนวคิดว่า การทำแบบนี้ทำให้อุตสาหกรรมในภาพรวมมีปัญหาในระยะยาว เพราะเป็นการกีดกันการแข่งขันซึ่งทำเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนา และเมื่อถึงวันนึงที่เจ้าใหญ่ที่สุดยึดครองตลาดไปได้ จะมีอำนาจเหนือตลาด สามารถกำหนดราคาและเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ ซึ่งในท้ายที่สุดผู้บริโภคจะเสียประโยชน์

เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดมาแล้วในโลกของธุรกิจฟุตบอล ลองมาดูกันว่าเขาจัดการเรื่องนี้กันอย่างไร

ในช่วงปี 2008 เป็นต้นมา แมนเชสเตอร์ซิตี้ทีมฟุตบอลดังจากเกาะอังกฤษมีเจ้าของเป็นมหาเศรษฐีจากอาบูดาบีได้ทุ่มเงินมหาศาลซื้อบรรดานักเตะชื่อดังของโลกมาร่วมทีมด้วยค่าตัวมหาศาล โดยไม่สนใจตัวเลขขาดทุนของสโมสร ทำให้แมนเชสเตอร์ซิตี้ก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับแชมป์ (แชมป์ 2 สมัยในปี 2011 และ 2013) ในระยะเวลาอันสั้น ทีมอื่นที่ไม่ได้มีเงินทุนหนาได้แต่นั่งมองตราปริบๆ และเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็เกิดซ้ำขึ้นอีกหลายกรณีในธุรกิจฟุตบอลของยุโรป

แล้วผู้คุ้มกฎ (Regulator) อย่าง*สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป* (ยูฟ่า) เขามีวิธีจัดการอย่างไร?

ปี 2011 ยูฟ่าด้องออกมาตรการณ์ Financial Fair Play ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

  • สโมสรฟุตบอลจะถูกตรวจสอบเรื่อง Break-Even Requirements ซึ่งกำหนดให้สโมสรต้องควบคุมให้รายจ่ายและรายได้มีความสมดุลกันและห้ามมิให้สโมสรมีหนี้สะสม (มากจนเกินระดับหนึ่ง) โดยคณะกรรมการอิสระจะวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงิน 3 ปี (แปล: ถึงแม้คุณมีเงินทุนมหาศาลแต่ธุรกิจคุณจะสร้างแต่รายจ่าย (ด้วยการทุ่มตลาด ขายต่ำกว่าทุน อัดโปรโมชั่นแรงๆ ขยายทีมงานมากๆ ) โดยไม่สร้างรายได้ในระดับเดียวกันไม่ได้ ต้องทำให้ตัวเลขรายได้และรายจ่ายสูงพอๆ กัน (ประเมินในรอบบัญชี 3 ปี) เพื่อให้เป็นธุรกิจที่ยั่นยืนสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้จริง (Break-even point)
  • สโมสรสามารถมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ได้แต่ต้องไม่เกิน 5 ล้านยูโร ต่อรอบการประเมิน (3 ปี) และยังสามารถขยายเพดานรายจ่ายมากขึ้นไปอีกถึง 30 ล้านยูโรก็ได้ถ้ารายจ่ายทั้งหมดนั้นได้รับรองว่าจะได้รับการชำระโดยตรงจากเจ้าของสโมสรหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • การลงทุนเพื่อระยะยาว เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สนามกีฬา ศูนย์ฝึก การพัฒนาทีมเยาวชน รายจ่ายเหล่านี้จะไม่ถูกนำมารวมกับการคำนวณตาม break-even requirement (แปล: รายจ่ายที่เป็นเพื่ออนาคตธุรกิจซึ่งถึงแม้จะก่อหนี้ในระยะสั้นแต่เป็นการสร้างความสามารถในการสร้างรายได้ในระยะยาวก็สามารถทำได้ เป็นเรื่องดีและควรได้รับสนับสนุน)
  • ถ้าสโมสรไม่ปฎิบัติตามก็จะมีมาตรการณ์ลงโทษตั้งแต่เบาไปหาหนัก เช่น แจ้งเตือน ปรับเงิน ตัดแต้ม ยึดเงินรางวัล (ก้อนใหญ่) ไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันของยูฟ่า ไปจนถึงการยึดแชมป์

เราเรียนรู้อะไรจากกฎ Financial Fair Play ของยูฟ่า?

ประเทศไทยมีกฎหมาย Anti-Competition / Anti-Dumping อยู่แล้วแต่ไม่เคยนำมาใช้ ซึ่งหากประเทศไทยมีมาตรการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ก็จะช่วยทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างมีเสรีและเป็นธรรม (ขอย้ำว่าเสรีและเป็นธรรม ซึ่งการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่ดี แต่การแข่งขันนั้นๆ ควรจะเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมต่อผู้ประการการรายอื่นในตลาดด้วย)

2. ขาใหญ่ของประเทศไทยอย่างองค์กรใหญ่ (Corporate) จะต้องออกโรงเป็นแม่ทัพ

1-WG43zR7yPowkFfYyOJ885Q

ลำพังสตาร์ทอัพไทยหน้าใหม่ ยังมีประสบกาณ์สร้างธุรกิจไม่เยอะจะให้ไปสู้กับผู้เล่นต่างชาติที่มีประสบการณ์สูง เงินทุนมหาศาลเพียงลำพังก็คงจะลำบาก เหมือนเอานักมวยรุ่นฟลายเวทไปต่อยกับรุ่นเฮววี่เวท ต่อยกันไปก็คงไม่พ้นโดนน๊อคในไม่กี่ยก (สตาร์ทอัพรุ่นใหญ่ของไทยเราที่เก่งและมีเงินทุนก็ไม่ใช่ไม่มีนะครับ แต่มีน้อยมากเมื่อเทียบกับต่างชาติ ทำให้ในภาพรวมสู้ไม่ไหว) ซึ่งเรื่องนี้เราก็ได้เห็นแล้วว่า Corporate หลายๆ เจ้าก็เริ่มขยับตัวแต่ก็ยังช้าเกินไป เพราะกว่าที่จะเข้าใจโลกธุรกิจสตาร์ทอัพและปรับทัพเข้าแข่งขันได้ ประเทศไทยก็อาจไม่เหลือแล้ว ดังนั้นหากเราสามารถรวมพลังระหว่างสตาร์ทอัพและ Corporate ไทยได้ การแข่งขันกับยักษ์ใหญ่จากต่างชาติก็ดูจะมีหวังขึ้นมาเลยทีเดียว โดยการรวมพลังกันนั้นก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การควบรวมกิจการ การลงทุน Partnership ซึ่งภาครัฐเองก็สามารถช่วยสนับสนุนได้ด้วยการออกมาตรการณ์สนับสนุน (incentivize) เพื่อเร่งให้ภาพเหล่านี้เกิดขึ้น(อย่างรวดเร็ว) เช่น เงินทุนอุดหนุน มาตรการณ์ลดภาษี ฯลฯ

3. แก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคของต่อการลงทุนและการสร้างธุรกิจ

1-SyTuIK5spfIZHG5bk_2O-A

จากการพูดคุยกับกลุ่มนักลงทุนที่ดูแลการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย เมื่อขอให้เขาเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศอื่นๆ แถบนี้จากมุมมองของนักลงทุน คำตอบแรกคือสตาร์ทอัพไทยกว่าจะปิดดีลการลงทุนใช้เวลานานมาก อย่างดีลล่าสุดใช้เวลา 5 เดือนเมื่อเทียบกับ 1 สัปดาห์ถ้าเป็นการลงทุนสตาร์ทอัพที่สิงคโปร์ ซึ่งก็เป็นเพราะข้อจำกัดทางกฎระเบียบหลายๆ อย่าง เช่น กฎหมายบ้านเรายังไม่อนุญาตให้บริษัทเอกชนใช้เครื่องมือทางเงินอย่าง Convertible Debt ซึ่งจะทำให้เรายังไม่ต้องเสียเวลาคุยกันเรื่อง Valuation ของบริษัท (ซึ่งมักจะใช้เวลานานกว่าจะตกลงกันได้) โดยผลักประเด็นนี้ให้ไปอยู่ที่รอบการลงทุนถัดไปแทน ทำให้สามารถปิดการลงทุนได้รวดเร็วและสตาร์ทอัพก็รีบกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานแทนที่จะเสียเวลาไปกับการเจรจากับนักลงทุนในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจ (แทนที่จะเอาเวลาไปสร้างโปรดักท์ให้ดี คุยกับลูกค้า) ซึ่งตรงนี้ทำให้สตาร์ทอัพไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน (เพราะสตาร์ทอัพถ้าอยู่ประเทศสิงคโปร์ก็ไม่ต้องใช้เวลามากขนาดนี้)

นอกจากนี้ยังมีการกระบวนการหลายอย่างที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เต็มไปด้วยงานเอกสาร ยกตัวอย่างเช่น

  • การคำนวณและการยื่นภาษียุ่งยากและซับซ้อน:  ประเทศไทยมีภาษีหัก ณ ที่จ่าย หลายอัตรามาก ซึ่งทุกธุรกรรมจะต้องมีการใช้ดุลพินิจ (จากผู้ประกอบการที่มักไม่มีความรู้ด้านบัญชี ภาษี) ว่าค่าใช้จ่ายนี้จะต้องหักเท่าไรและจะต้องจัดทำเอกสารรับการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็น hard-copy ส่งไปรษณีย์ให้กับคู่ค้าทุกรายทุกเดือน หลายๆ ครั้งค่าจัดส่งไปรษณีย์สูงกว่าภาษีที่หักไว้เสียอีก

  • โปรแกรมที่ใช้คำนวณภาษีเก่าแก่มาก: ไม่มีระบบคำนวณอัตโนมัติ ต้องคำนวนด้วยเครื่องคิดเลขแล้วพิมพ์ตัวเลขกลับเข้าไปในโปรแกรม (โปรดอย่าลืมว่านี่คือโปรแกรมที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องใช้ถ้าต้องการยื่นภาษีออนไลน์) และหลัง 4 ทุ่มระบบปิดครับ ไม่สามารถยื่นภาษีออนไลน์ได้

  • บัญชีธนาคารนิติบุคคลเปิดยากมาก: กว่าจะเปิดบัญชีธนาคารนิติบุคคลได้ ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงโดยต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจทุกคนไปนั่งเซ็นเอกสารเป็นปึกๆ กรอกข้อมูลด้วยซ้ำไปซ้ำมา (เช่นข้อมูลชื่อบริษัท เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่บริษัท ชื่อกรรมการ) และพอเปิดเสร็จ ถ้าจะทำการถอนเงินต้องไปทำที่สาขาที่เปิดบัญชีเท่านั้นนะครับ ทำสาขาอื่นไม่ไม่ได้ เอกสารหนังสือรับรองก็ต้องอายุในเกิน 1 เดือน ทั้งที่เราสามารถเข้าไปดูข้อมูลที่เหมือนกันทุกประการได้ออนไลน์แบบ Real-time ที่เวปของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  • การโอนเงินข้ามประเทศเกิน USD 50,000 ต้องกรอกเอกสารมากมายและใช้เวลานาน: หากธุรกิจต้องการโอนเงินจากประเทศไทยไปต่างประเทศเกิน USD 50,000 คุณจะต้องเตรียมเอกสารประมาณ 4 ชุด เพื่อรายงานและอธิบายให้ธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าใจว่าเราโอนเงินก้อนนี้ออกไปด้วยวัตถุประสงค์ใด ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 2 วันทำการ (เป็นอย่างเร็ว) โดยช้าที่สุดที่เคยเจอคือ 2 สัปดาห์ กว่าจะโอนเงินได้ ซึ่งธุรกรรมแบบเดียวกันหากเราทำจากธนาคารที่ฮ่องกง สามารถเข้า Internet Banking แล้วกดโอนได้เลย (ใช้เวลาประมาณ 1–2 วันทำการ)

ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องทำเพราะกฎหมายบังคับไว้ ซึ่งยิ่งเราต้องใช้เวลาจัดการเรื่องพวกนี้มากขึ้นเท่าไรก็ทำให้ผู้ประกอบการไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปมากเท่านั้น ซึ่งสมควรที่จะต้องสังคายนากันเสียที และอย่าลืมนะครับว่าผู้ประกอบการไทยสามารถเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด ด้วยการย้ายไปจดทะเบียนที่ต่างประเทศได้ (อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง นี่เชิญชวนให้บริษัทต่างชาติไปจดทะเบียนกับเขาเลย) และก็เกิดขึ้นแล้วรายกรณี
สุดท้ายนี้ขอให้ผู้ประกอบการไทยทุกคนช่วยกันร่วมต่อสู้ในสงครามครั้งนี้และหวังว่ารัฐบาลและองค์กรขนาดใหญ่จะช่วยเราอีกแรงครับ

Fiveloop ให้บริการครบวงจรสำหรับลูกค้าองค์กรที่ต้องการสร้างธุรกิจดิจิตอล
Business Model Generation | User Experience Design | Product Development | Digital Recruting | Back-Office Set up