ข้อดีของ B2B E-Commerce ได้เปลี่ยนการทำธุรกิจในปัจจุบันไปอย่างมาก

ไม่กี่ปีมานี้ บริษัทค้าส่งและผู้แทนจำหน่ายยังมองว่า E-commerce เป็นแค่แผนเสริมและไม่ได้สำคัญอะไรกับการเติบโตและความสำเร็จในระยะยาวของบริษัท แต่ในปัจจุบันบริษัท B2B มอง E-commerce เป็นช่องทางการเพิ่มรายได้และหาลูกค้าใหม่ ๆ อีกทั้งยังทำให้บริษัทแตกต่างจากคู่แข่งอีกด้วย

จากในอดีตที่บริษัทนิยมใช้กลยุทธ์การขายแบบวิ่งหาลูกค้า B2B E-Commerce ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นดึงดูดลูกค้าเข้ามาหาบริษัทแทน ไม่ว่าคุณเพิ่งจะเริ่มขายทางออนไลน์ ขายอยู่แล้ว หรือ กำลังคิดว่าจะขายดีหรือไม่ คุณต้องอยากรู้ข้อดีของ B2B E-Commerce ทั้ง 10 ข้อต่อไปนี้แน่ ๆ

1. ขนาดของตลาด B2B

หนึ่งในข้อดีของ B2B E-commerce คือ ขนาดโอกาสทางธุรกิจของ B2B นั้นใหญ่กว่า B2C หลายเท่า คาดการณ์กันว่าตลาด B2B E-commerce จะมีมูลค่าเพิ่มสูงถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2021 ซึ่งคิดเป็น 13.1% ของยอดขาย B2B ทั้งหมดในสหรัฐฯ

Forrester ยังพบอีกว่า ผู้ผลิตและผู้ค้าส่งเป็น 2 อุตสาหกรรมที่ทำให้ตลาดเติบโตได้มากขนาดนี้ แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมทั้งสองยังใช้ระบบทำเองซึ่งทำให้พวกเขาทำงานช้าลง ซึ่งผู้ซื้อ B2B ต้องการกระบวนการใช้งานที่ทันสมัยเพื่อให้พวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น ดังนั้น บริษัท B2B จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งด้านวิธีการขายและเทคโนโลยีที่ใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ B2B ยุคใหม่

นี่เป็นโอกาสที่คุณจะปล่อยผ่านได้หรือ?

2. ผู้ซื้อ B2B สั่งสินค้ามากกว่าและมี conversion rate สูงกว่า

ตลาด B2B สามารถเติบโตจนใหญ่กว่าตลาด B2C ได้ถึงสองเท่า เพราะมูลค่าของการสั่งซื้อต่อครั้งโดยเฉลี่ยสูงกว่า และผู้ซื้อ B2B ตัดสินใจซื้อรวดเร็วกว่า เนื่องจาก B2B ต่างจาก B2C ตรงที่ลูกค้าซื้อสินค้าคราวละมาก ๆ อาจจะมากถึงครั้งละเป็น 100 หรือแม้กระทั่งเป็น 1000 ชิ้น มูลค่าเฉลี่ยของการสั่งซื้อต่อครั้งของ B2B คือ 491 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ของ B2C อยู่ที่เพียงแค่ 147 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ขาย B2B ยังพบว่าในช่องทางการขายออนไลน์นั้น conversion rate หรือเปอร์เซ็นต์การตัดสินใจสั่งซื้อของ B2B สูงกว่า B2C มาก

เว็บไซต์ B2B ระบุว่า conversion rate เฉลี่ยอยู่ที่ 10% ในขณะที่ของเว็บไซต์ B2C อยู่ที่เพียง 3% เท่านั้น เพราะในมุมของผู้ซื้อ B2B เมื่อบริษัทของเขาอนุมัติให้ซื้อสินค้าแล้ว ผู้ซื้อ B2B จำเป็นต้องซื้อสินค้าตามที่บริษัทแจ้ง ไม่เหมือนลูกค้า B2C ที่อาจจะเข้ามาชมสินค้าเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ หรือ อาจจะเปลี่ยนใจไม่ซื้อทีหลังก็ได้

3. ดำเนินการตามออเดอร์ได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบ E–commerce บน Cloud

การขายของทางออนไลน์เปิดโอกาสให้ผู้ค้า B2B ดำเนินการตามออเดอร์ลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์ม E-commerce บน cloud ที่ทันสมัย

ในอดีต แพลตฟอร์ม E-commerce ถูกออกแบบมาแยกจากระบบจัดการคำสั่งซื้อ ทำให้ผู้ขาย B2B ต้องปวดหัวกับการดำเนินการตามคำสั่งซื้อและการ track สินค้าในคลัง ระบบต่าง ๆ และข้อมูลไม่ sync กัน ทำให้บางครั้งผู้ขายก็มีข้อมูลที่ผิดหรือไม่อัปเดตอยู่ในมือ

ในปัจจุบัน แพลตฟอร์ม E-commerce บน cloud จะมีระบบจัดการคำสั่งซื้อมาด้วยอยู่แล้ว หรือไม่ก็สามารถเชื่อมต่อเข้ากับซอฟท์แวร์อื่น ๆ ได้อย่างง่ายดาย ตอนนี้ผู้ขายสามารถ sync ข้อมูลคำสั่งซื้อจากทุก ๆ ช่องทางได้ และสามารถใช้ระบบของพวกเขาช่วยดำเนินการตามคำสั่งซื้อและอัปเดตข้อมูลคลังสินค้าโดยอัตโนมัติ รวมไปถึงจัดการกับกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น การทยอยจัดส่งสินค้าบางส่วน หรือการขนย้ายสินค้าระหว่างโกดัง เป็นต้น

ผู้ขาย B2B สามารถให้คำมั่นกับลูกค้าได้เลยว่าสินค้าจะถูกจัดส่งอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และโปร่งใสแน่นอน

4. ผู้ซื้อกลุ่มใหม่ที่ใช้ช่องทางออนไลน์มากขึ้น

ในปัจจุบัน คนยุคมิลเลนเนียมเป็นกลุ่มผู้ซื้อที่ผู้ขาย B2B ต้องเข้าถึงให้ได้ และพฤติกรรมการซื้อของของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน ผู้ขาย B2B ต้องพาตัวเองไปอยู่ตรงที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งก็คือช่องทางออนไลน์นั่นเอง

นักวิจัยของ B2B 89% ศึกษาหาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต และ Forrester รายงานว่า ผู้ซื้อที่สั่งซื้อสินค้าในนามบริษัท 30% สั่งสินค้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ และคาดว่า 56% จะสั่งซื้อสินค้าในนามบริษัทอย่างน้อยครึ่งหนึ่งผ่านช่องทางออนไลน์ภายใน 3 ปี

ผู้ซื้อ B2B มีแนวโน้มอยากศึกษาหาข้อมูลและซื้อของออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ การจัดทำช่องทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ซื้อ B2B ในปัจจุบัน

5. B2B เริ่มจะเหมือน B2C เข้าไปทุกที

เว็บไซต์ออนไลน์ของผู้ขาย B2B สมัยแรก ๆ เป็นเพียงแค่ “พอร์ทัล” ที่ไม่ซับซ้อน และคนเคยคิดว่ากันว่าเป็นแค่เทคโนโลยีที่มาทำหน้าที่เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าแทนคน ส่วนหน้าเว็บอื่น ๆ ก็เป็นแค่แคตาล็อกสินค้าออนไลน์ แต่เดิม เว็บไซต์ B2B เป็นช่องทางให้บริการสำหรับให้ลูกค้าเก่าสั่งซื้อสินค้าเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เราได้กล่าวไปแล้วว่า B2B กำลังเปลี่ยนจากการใช้กลยุทธ์การขายแบบวิ่งหาลูกค้ามาเป็นกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า ตอนนี้พวกเขาใช้เว็บไซต์เพื่อหาลูกค้าใหม่ ๆ และเพิ่มรายได้ให้บริษัท

ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเว็บไซต์ของผู้ค้า B2B จะหน้าตาเหมือนเว็บไซต์ของ B2C เข้าไปทุกที เพราะเว็บไซต์เหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดึงดูดใจผู้ซื้อใหม่ ๆ ที่กำลังหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าต่าง ๆ เว็บไซต์จึงจำเป็นต้องใช้งานง่าย ขั้นตอนการซื้อไม่ซับซ้อน ตรงไปตรงมา เพื่อให้ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าได้รวดเร็วที่สุด ภายในไม่กี่คลิก

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม E-commerce อย่าง BigCommerce Shopify Plus และ Magento เพิ่มฟังชั่นการใช้งานเกี่ยวกับ B2B ในแพลตฟอร์มของพวกเขา เปิดโอกาสให้ผู้ขาย B2B อัปเกรดแพลตฟอร์ม E-commerce ของพวกเขาให้สามารถดึงดูดผู้ซื้อที่คุ้นเคยกับการสั่งซื้อออนไลน์อยู่แล้ว บริษัท B2B สามารถเรียนรู้การทำ E-Commerce จากธุรกิจ B2C ในขณะที่ยังคงมอบประสบการณ์เฉพาะของ B2B ให้ลูกค้าได้เหมือนเดิม

6. นำหน้าคู่แข่งอยู่เสมอ

ถึงแม้ว่าธุรกิจ E-Commerce ของ B2B จะกำลังขยายตัว แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ถ้าคุณกระโดดเข้าร่วมวงตั้งแต่ตอนนี้ คุณก็มีโอกาสที่จะนำหน้าคู่แข่งอยู่ก้าวหนึ่ง และได้ตั้งตนเป็นผู้นำของตลาดที่ใช้ประโยชน์จาก B2B E-commerce อย่างเต็มที่

ในตอนนี้ มีบริษัท B2B ในสหรัฐฯ เพียงแค่ 18.8% ที่บอกว่ารายได้เกินกว่าครึ่งมาจาก E-commerce ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะตระหนักได้ว่าการลงทุนใน E-commerce นั้นจำเป็นต่อการเพิ่มยอดขาย บางบริษัทยอมแพ้ตั้งแต่เจอความต้องการที่ซับซ้อนของผู้ซื้อออนไลน์และการขายของออนไลน์แล้ว

การลงทุนใน E-commerce เป็นกลยุทธ์ที่จะช่วยให้บริษัทเติบโตและประสบความสำเร็จในระยะยาว ก่อนที่ E-commerce จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของตลาดมวลชน คุณต้องตัดหน้าคู่แข่งฉวยโอกาสนี้ไว้ให้ได้

7. เข้าถึงลูกค้าใหม่

อันที่จริงการขายของออนไลน์แบบ B2B มีมากกว่า 20 ปี แต่พอร์ทัลออนไลน์เหล่านี้เก่ามากแล้วและมีไว้ให้บริการลูกค้าเก่าเป็นหลัก ไม่ได้ออกแบบมาให้ดึงดูดลูกค้าใหม่

เทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้เว็บไซต์ออนไลน์ในปัจจุบันหาลูกค้าใหม่เพิ่มได้ เมื่อลูกค้าเริ่มศึกษาหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ คุณก็มีโอกาสที่จะดึงดูดผู้ซื้อใหม่ ๆ เข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณได้ นอกจากนี้ คุณยังสามารถเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าได้มากกว่าการให้ทีมเซลส์ออกไปพบลูกค้าด้วยตนเองอีกด้วย

8. ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง

นอกจากจะขายแบบ B2B แล้ว ร้านค้าออนไลน์ของคุณยังสามารถพิจารณาขายสินค้าให้ผู้บริโภคโดยตรงได้ด้วย ประสบการณ์การซื้อของแบบ B2B ออนไลน์ใกล้เคียงกับ B2C มากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีศักยภาพที่จะให้บริการผู้บริโภคโดยตรงได้

การดำเนินงานที่ประสิทธิภาพดีขึ้นและกระบวนการที่ง่ายขึ้นจะทำให้คุณสามารถโปรโมทแคตาล็อกของคุณให้กับผู้บริโภคได้ คุณพร้อมแล้วที่จะไปให้ไกลกว่ารูปแบบการขาย B2B แบบดั้งเดิม แต่จะทำเช่นนี้ได้ คุณจะต้องลงทุนกับการตลาดดิจิทัลและการขายออนไลน์ให้ดีเสียก่อน

9. ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้น

การเพิ่ม E-commerce ให้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขาย จะทำให้ผู้ค้า B2B สามารถมอบประสบการณ์การซื้อแบบผสมผสานหลายช่องทางให้กับลูกค้าได้ ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง การค้นหาสินค้า เปรียบเทียบราคา และการสั่งซื้อออนไลน์จะทำได้ง่ายขึ้น การส่งสินค้าจะรวดเร็วขึ้นและถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ส่วนบริการก็จะได้รับการปรับให้เจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละรายมากขึ้นเช่นกัน

ผู้ขาย B2B ที่อยากเติบโตอย่างรวดเร็วในอนาคต จะต้องให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อของลูกค้า และ E-commerce สามารถช่วยสร้างประสบการณ์ระดับเทียบเท่ากับ Amazon ให้กับลูกค้าของคุณได้

10. บริหารซัพพลายเออร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ผู้ผลิต B2B จะต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หลายเจ้าในเวลาเดียวกัน คุณจำเป็นต้องรู้ว่าคุณมีสินค้าคงคลังเท่าใด ซัพพลายเออร์ของคุณมีสินค้าคงคลังเท่าใด และคุณจะต้องสั่งของอีกเมื่อใด นอกจากนี้ ทีมงานของคุณจะต้องคุยกับซัพพลายเออร์หลายเจ้าพร้อม ๆ กัน เพื่อจะได้แน่ใจว่าสั่งของได้ถูกต้องและได้ราคาที่ดีที่สุด ถ้าเป็นสมัยก่อน จะทำเช่นนี้ได้จะต้องจัดทำเอกสารมากมาย พูดคุยทางโทรศัพท์กันหลายรอบ และแฟกซ์ใบออเดอร์สินค้ากันเป็นจำนวนมาก

ขั้นตอนเหล่านี้จะง่ายขึ้นมากถ้าคุณเชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์ทางอิเล็กทรอนิก การวางระบบอัตโนมัติและการประมวลผลจะทำให้คุณรู้เมื่อสินค้าคงคลังของคุณเหลือน้อยและรู้ว่าจะสั่งจากใครโดยดูจากข้อมูล ซึ่งจะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเวลาและเงิน แถมยังเป็นการลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์อีกด้วย

Fiveloop ให้บริการตั้งแต่การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ โดยมี Features สำคัญสำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะ เช่น ระบบโชว์ราคาที่แตกต่างกันสำหรับลูกค้าแต่ละราย ระบบการขอ Quotation ระบบการสั่งซื้อรายการเดิมซ้ำ ระบบออก Invoice อัตโนมัติ เป็นต้น พร้อมระบบ IT Maintenance 24 ชั่วโมง ตลอดจนบริการ Digital Marketing ที่เหมาะกับธุรกิจ B2B แต่ละธุรกิจ

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ B2B ECommerce สามารถติดต่อเราได้ที่ fiveloop.co

  • 1169
  • 0
  • 0

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *