B2B E-Commerce สำคัญกับธุรกิจในปัจจุบันแค่ไหน?

การซื้อของออนไลน์กำลังกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับบริษัทในสหรัฐอเมริกา และในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก หลักฐานก็คือ Amazon นั่นเอง ตั้งแต่ปี 2015 ที่บริษัทเปิดตัว Amazon Business เป็นต้นมา Amazon ก็รุกหนักตลาด B2B และกวาดลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการไปได้กว่าล้านราย

รายงานของ Forrester ระบุว่า มูลค่ารวมของตลาด E-commerce ในสหรัฐจะเพิ่มขึ้นจนถึง 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2021 ดังนั้น ผู้ค้า B2B จะต้องเร่งทำ Digital Transformation อย่างเร่งด่วน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดเทรนด์ใหม่ ๆ ของธุรกิจในปี 2018 นี้

ผู้ซื้อ B2B จะอายุน้อยลง

เมื่อไม่นานมานี้ รายงานของ Google ระบุว่า ผู้ซื้อ B2B เกือบครึ่งเป็นคนยุคมิลเลนเนียม ซึ่งไม่น่าประหลาดใจเลย เนื่องจากลูกค้าของเราบอกเรามาตลอดว่าผู้ซื้อของพวกเขานั้นอายุน้อย เก่งเทคโนโลยี และ มีความรู้ คนกลุ่มนี้ต่างจากลูกค้ากลุ่มที่อายุมาก พวกเขาคาดหวังว่าจะซื้อของได้ง่าย ๆ เหมือนกับการซื้อของบนเว็บไซต์สำหรับผู้บริโภคที่พวกเขาคุ้นเคย

การทำความเข้าใจว่าผู้ซื้อรุ่นใหม่เหล่านี้ชอบหรือไม่ชอบอะไรจะสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการเติบโตในระยะยาวของผู้ค้า B2B เพราะผู้ซื้อจะไม่อดทนกับขั้นตอนการซื้อที่ยุ่งยากและพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อีกต่อไป อินเตอร์เฟสแบบบริการตัวเองที่ใช้งานง่ายและพร้อมใช้งานตลอด 24 ชั่วโมงเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการ

E-Commerce ผ่านมือถือจะอยู่ไปอีกนาน

ในขณะที่ผู้ซื้ออายุน้อยลง พวกเขาก็ใช้โทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น รายงานเรื่อง “ตลาด B2B ที่เปลี่ยนแปลงไป” ของ Google เมื่อไม่นานมานี้ได้ระบุไว้ว่า 42% ของลูกค้า B2B ใช้อุปกรณ์มือถือในการสั่งซื้อของ ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า การเปรียบเทียบราคา และ คุณลักษณะต่าง ๆ ของสินค้า รวมไปถึงการติดต่อผู้ค้าและการสั่งของ

ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการก็นิยมใช้อุปกรณ์มือถือในทุกขั้นตอนของการสั่งซื้อสินค้าเช่นกัน ในสถานการณ์ปัจจุบันที่คนทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมงนั้น บางครั้งผู้จัดการแผนกจัดซื้อก็อาจจะต้องทำ RFP (Request for proposal หรือร่างข้อเสนอ) ที่ซับซ้อนสำหรับการจัดซื้อครั้งสำคัญของบริษัท พร้อมกับรีบออกจากบ้านเพื่อพาลูกไปโรงเรียน

บริษัทที่อยากจะประสบความสำเร็จในยุค E-commerce จะต้องพยายามปรับตัวให้รองรับลูกค้ากลุ่มนี้ให้ดีที่สุด บริษัทจะต้องออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ผ่านมือถือ หรือถ้าว่ากันถึงระดับพื้นฐาน บริษัทจะต้องเลือกใช้แพลตฟอร์ม E-commerce ที่ตั้งใจออกแบบมาให้รองรับการใช้งานบนมือถือได้ดีตั้งแต่แรก เพื่อจะได้มอบประสบการณ์อันดีในการซื้อของออนไลน์ผ่านมือถือแบบครบวงจรให้กับลูกค้า

การให้บริการในรูปแบบเจาะจงนั้นดีที่สุด

นอกจากจะต้องทำให้กระบวนการสั่งซื้อใช้งานบนมือถือได้ง่ายขึ้นแล้ว ลูกค้าธุรกิจยังคาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดีที่สุด สิ่งที่ร้านขายเบียร์หรือไวน์ไม่อยากเห็นเวลาเข้ามาที่เว็บไซต์ของคุณก็คือ โปรโมชั่นลดราคาเหล้ากลั่นที่เขาไม่เคยซื้อ ผู้ซื้อคาดหวังว่าแคตาล็อก ราคา และ สินค้าที่เลือก จะปรับเปลี่ยนตามประวัติการซื้อสินค้า พร้อมจัดเรียงตามความต้องการเฉพาะของพวกเขาคนเดียวเท่านั้น

ธุรกิจ B2B ที่ซับซ้อนและมีไลน์สินค้าหลายไลน์ มักจะมีแคตตาล็อกขนาดใหญ่และขายให้กับหลายภาคส่วน การทำ B2B E-Commerce จึงต้องให้ความสำคัญกับการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย เพราะสิ่งนี้จะส่งผลต่อยอดขายออนไลน์อย่างมีนัยยะสำคัญแน่นอน

หนึ่งในวิธีการให้บริการในรูปแบบเจาะจงที่จับต้องได้ที่สุด คือ การใช้โมเดลการตั้งราคาแบบยืดหยุ่นหรือ Dynamic Pricing บริษัทวิจัย Gartner ได้ระบุไว้ว่า ในปี 2018 ประมาณ 40% ของเว็บไซต์ B2B E-Commerce จะใช้อัลกอริธึม Price Optimization ตั้งราคาแบบ Dynamic Pricing หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ การให้บริการในรูปแบบเจาะจงขั้นสูงนั่นเอง

ที่ Fiveloop เราช่วยสร้าง B2B E-Commerce Platform ตามหลัก Dynamic Pricing ซึ่งการตั้งราคาสำหรับลูกค้า B2B แต่ละรายนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และ ส่งผลโดยตรงต่อยอดขาย บริษัทต้องคำนึงถึงตัวแปรต่าง ๆ มากมาย เช่น ปริมาณการซื้อ ความถี่ในการซื้อ และ มูลค่าความสัมพันธ์ระยะยาวของลูกค้ากับบริษัท เช่น ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจำนวนมากจากบริษัททุกเดือนมาเป็นเวลากว่า 10 ปี ควรจะได้ราคาซื้อที่ดีกว่าลูกค้าขาจรที่สั่งซื้อสินค้าของบริษัทเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี

จะเห็นว่าผู้ค้าออนไลน์จะต้องเข้าใจว่ามีจุดไหนที่การติดต่อสื่อสารขาดความต่อเนื่อง หรือ จุดไหนที่สร้างความรู้สึกห่างเหินและไม่เฉพาะเจาะจงกับลูกค้า บริษัทที่จะประสบความสำเร็จในปี 2018 และในอนาคต ต้องปรับแต่งประสบการณ์การซื้อและการสื่อสารให้เฉพาะเจาะจงสำหรับลูกค้าแต่ละรายให้ได้

การเชื่อมโยงหลายระบบเข้าด้วยกันนั้นมีประโยชน์

การที่จะให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและปรับแต่งบริการให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละรายนั้น ผู้ขายจะต้องเชื่อมต่อระบบ E-commerce ของตนเข้ากับแพลตฟอร์มหลักอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นซอฟท์แวร์ซัพพลายเชนหลังบ้านขนาดใหญ่ หรือ ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า หากบริษัทสามารถรวบรวมข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ ของลูกค้า ผ่านช่องทางการขายทุกช่องทางมาอยู่ในที่เดียวกันและเป็นรูปแบบเดียวกันได้ บริษัทจะได้รับประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้มากมายทีเดียว

ระบบที่สามารถรวมข้อมูล E-commerce เข้ากับประวัติการสื่อสารกับลูกค้าอย่างละเอียดได้อย่างสมบูรณ์แบบจะทำให้สมาชิกทีมทุกคนได้เห็นภาพรวมที่ตรงกัน ที่ Fiveloop เราสามารถบูรณาการทุกระบบให้เข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยทำลายกำแพงที่กั้นระหว่างแต่ละแผนกในบริษัท อีกทั้งช่วยให้ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด และ ฝ่ายบริการลูกค้าสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในตลาด B2B ในอนาคตจะเป็นบริษัทที่สามารถผสมผสานแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้ และ ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ในแบบที่มีประโยชน์กับองค์กรมากที่สุด

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและระบบธุรกิจของบริษัทอาจจะดูน่าหวั่น ๆ โดยเฉพาะหากคุณขาดความเข้าใจ หรือ ขาดความเชี่ยวชาญ แต่แพลตฟอร์มเหล่านี้จะช่วยวางรากฐานสำคัญ ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถเข้าสู่อนาคตแบบดิจิทัลได้ หากคุณทำตามเทรนด์สำคัญ ๆ ต่าง ๆ ที่มีผลทำให้รูปแบบของ E-commerce ประเภทผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการได้ ลูกค้าของคุณจะไม่เพียงแค่กลายเป็นผู้สนับสนุนแบรนด์ที่จงรักภักดีเท่านั้น พวกเขาจะมองว่าคุณเป็นผู้นำในตลาดนี้อีกด้วย

หากต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ B2B ECommerce สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Fiveloop

Fiveloop ให้บริการตั้งแต่การออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงาม ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ โดยมี Features สำคัญสำหรับธุรกิจ B2B โดยเฉพาะ เช่น ระบบโชว์ราคาที่แตกต่างกันสำหรับลูกค้าแต่ละราย ระบบการขอ Quotation ระบบการสั่งซื้อรายการเดิมซ้ำ ระบบออก Invoice อัตโนมัติ เป็นต้น พร้อมระบบ IT Maintenance 24 ชั่วโมง ตลอดจนบริการ Digital Marketing ที่เหมาะกับธุรกิจ B2B

ที่มา: www.forbes.com

Leave a reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *